ถ้าใครเคยใช้ ChatGPT คุยเรื่องส่วนตัว หรือพูดคุยถึงปัญหาสุขภาพจิต หรือแค่ต้องการคำแนะนำปลอบใจ มาฟังเรื่องนี้ก่อน เพราะซาม อัลท์แมน CEO ของ OpenAI ออกมาเปิดเผยชัดเจนว่า บทสนทนาทุกอย่างกับ ChatGPT ไม่ได้เป็นความลับ และข้อมูลเหล่านี้อาจถูกเปิดเผยต่อบุคคลภายนอกได้ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการฟ้องร้องทางกฎหมาย
ทำไมการคุยกับ ChatGPT ถึงไม่เหมือนคุยกับนักบำบัดหรือหมอ?
แม้หลายคนจะใช้ ChatGPT เหมือนนักบำบัดหรือนักให้คำปรึกษา เพราะสามารถคุยเรื่องลึกๆ ที่เป็นส่วนตัว แต่ทางกฎหมายตอนนี้ยังไม่มีการยอมรับให้สนทนากับ AI ถือเป็นความลับเหมือนกับนักบำบัด, ทนาย หรือแพทย์ ซึ่งมีสิทธิพิเศษในการเก็บความลับของลูกค้า
ความเป็นส่วนตัวกับ AI ยังเป็นเรื่องท้าทาย
- ซาม อัลท์แมนยอมรับว่าตอนนี้วงการเทคโนโลยียังหาวิธีปกป้องข้อมูลส่วนตัวในบริบท AI ได้ไม่ดีนัก
- ความเข้าใจเรื่องความเป็นส่วนตัวของการสนทนากับ AI ต้องการการแก้ไขและปรับปรุงอย่างเร่งด่วน
- ถ้ามีการฟ้องร้องกันในศาล ข้อมูลการสนทนาเหล่านี้ อาจถูกนำมาใช้เป็นหลักฐาน ได้จริงๆ
ต่างจากแอปแชทที่เข้ารหัสปลายทาง
อย่างแอปอย่าง WhatsApp หรือ Signal ที่มีการเข้ารหัสข้อความแบบปลายทางซึ่งผู้ให้บริการไม่สามารถอ่านข้อความได้ OpenAI สามารถเข้าถึงและอ่านบทสนทนาใน ChatGPT ได้ทั้งหมด เพื่อใช้ในการปรับปรุงโมเดล AI และตรวจสอบการใช้งานที่ไม่เหมาะสม
ข้อมูลถูกเก็บและจัดการอย่างไร?
- OpenAI จะลบข้อความในบัญชีใช้ฟรีภายใน 30 วัน แต่บางครั้งก็อาจเก็บข้อมูลไว้เพราะเหตุผลทางกฎหมายหรือความปลอดภัย
- ตอนนี้ OpenAI กำลังเจอกับคดีฟ้องร้องจากหนังสือพิมพ์ The New York Times ซึ่งต้องการให้บริษัทเก็บข้อมูลการสนทนาของผู้ใช้ ChatGPT หลายล้านคน ยกเว้นลูกค้าองค์กร
สรุป
ถ้าคุณเป็นคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเพิ่งเริ่มทำงาน หรือกำลังสร้างธุรกิจ หรือทำคอนเทนต์อยู่ อยากให้รู้ไว้ว่าการคุยกับ ChatGPT โดยเฉพาะเรื่องส่วนตัวหรือสุขภาพจิต ไม่ได้รับการคุ้มครองเรื่องความลับตามกฎหมาย และข้อมูลเหล่านั้นสามารถถูกเปิดเผยได้ถ้ามีปัญหาทางกฎหมาย
ดังนั้น ถ้าเลือกใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยทำงาน ควรคิดถึงความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัวและความเป็นส่วนตัวเป็นสำคัญ เพราะมันไม่เหมือนคุยกับคนจริงๆ ที่มีสิทธิ์ปกป้องความลับอย่างเป็นทางการ














